Romantic View my profile

[ONE SHOT] เข้ากันดี

posted on 28 Nov 2009 00:12 by romantickey  in ONE-SHOT

Title : เข้ากันดี
Couple : Onew x Key
Rate : PG-13
Author : KYUSAENG


BGM : เข้ากันดี - สครับบ์



ผมคิมคิบอม แต่เรียกว่า ‘คีย์’ ดีกว่า
ผมเป็นคนโชคดีที่เกิดมามีพร้อมทุกอย่างรอบกาย
มีทั้งเงิน มีทั้งความสวย แถมยังมีบางอย่างที่ใครมากมายต่างตามหากันทั้งชีวิต

‘คนรัก’

คนรักของผมชื่อว่าอนยู เขาเป็นพี่ของผมสองปี
เราสองคนต่างกันมาก ต่างกันจนเรียกได้ว่าสุดขั้ว

เพราะผมและเขาไม่มีอะไรซักนิดที่เหมือนกัน

ผมเคยคิดว่าอยากได้แฟนที่เด็กกว่า ส่วนตัวเขาอยากจะได้แฟนที่แก่กว่า
สรุปเอาง่ายๆ ผมเด็กกว่าเขา ส่วนเขาแก่กว่าผม

ก่อนเจอเขา ผมหวังเอาไว้
ถ้ามีแฟน ผมจะต้องหาแฟนที่สูงกว่า

ก่อนเขาเจอผม เขาเคยบอกไว้
ถ้ามีแฟน เขาจะต้องหาแฟนที่เตี้ยกว่า

เราสองคนเป็นแฟนกัน หากแต่... เราสูงเท่ากัน

และในตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมไม่น่ากินนม
เพราะผมดูเหมือนเริ่มจะสูงกว่าเขาแล้ว

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยๆสำหรับความแตกต่างของเรา

แต่ถ้าเกิดว่าคุณอยากจะฟังเพิ่ม...
ผมจะเล่าให้คุณฟัง


เข้ากันดี


บ่ายวันหยุด ในวันที่ผมและเขาอยู่กันเพียงสองคน

ทีวีทรงสีเลี่ยมขนาดใหญ่กำลังฉายชัดการ์ตูนน่ารักวัยสดใสสำหรับเด็กอายุสามถึงสิบสองขวบอยู่บนจออย่างสนุกสนานร่าเริง ร่างสูงยิ้มกรุงกริ่งแอบขำต่อการ์ตูนตรงหน้าอย่างชอบใจอยู่ไม่น้อยสำหรับสิ่งที่เขากำลังซึมซับเข้าไปในหัวสมองนั่นอย่างไม่ขาด

ผมเดินตรงมาใกล้ๆก่อนจะนั่งลงบนโซฟาซึ่งเหลือที่ว่างเอาไว้ หยิบจับรีโมททีวีที่อยู่ในมือของชายหนุ่มขึ้นมาถือ และกดเปลี่ยนไปยังช่องของทีวีที่ฉายหนังผีอยู่เป็นประจำอย่างไม่ลังเลใจ

“อ้าวคีย์ พี่กำลังดูอยู่นะ” พี่อนยูหันมาถามด้วยใบหน้าซึ่งผมบอกไม่ถูกว่ามันแสดงอารมณ์แบบไหน แต่พอเอามารวมๆกัน เขาเหมือนพยายามจะสื่อว่า

‘แบบนี้มันทำไม่ถูกนะ จะมาแย่งพี่ดูได้ยังไง?’

“ดูการ์ตูนอยู่นั่นแหละ พี่โตแล้วนะ” ผมเถียงออกไปตามความคิด

และนี่เป็นข้อแรกที่ผมจะกล่าว เขาชอบดูการ์ตูน ส่วนผมชอบดูหนังผี

“แต่ว่าคีย์ พี่กำลังดูอยู่นะครับ TT” ทำหน้าออดอ้อนเสียใจสุดๆ

“เลิกดูทีวี แล้วออกไปหาอะไรกินกันเถอะ” ผมกล่าวตัดบทพร้อมกับนิ้วน้อยที่กดปิดทีวีลงตัดสินทุกอย่าง

“หิวข้าวหรอครับ” หันมาเบิกตาถามด้วยคำพูดที่สุดแสนจะสุภาพ แบบนี้ประจำ

“อื้ม ยังไม่ได้กินอะไรเลยแต่เช้า” ผมตอบก่อนลูบท้องตัวเองปอยๆ

“แต่ว่า... พี่หิวไอศกรีมมากกว่า ทานไอศกรีมแทนข้าวได้ไหม”

เขาชอบหิวของหวาน ในเวลาที่ผมหิวของคาว

“=_=” ผมหันไปทำหน้าเครียดๆเป็นการขู่

ทานไอศกรีมแทนข้าว... บัดซบ
แมร่งรสชาติโคตรเหมือนกันเลย!

“TT ทานข้าว... ก็ทานข้าว” คนตัวสูงใจอ่อนตอบรับด้วยใบหน้าที่หงอยลง

“งั้นกินข้าวเสร็จ แล้วค่อยไปกินไอศกรีมแล้วกัน” ผมบอกแบบตามใจเขาบ้าง พี่อนยูไม่ใช่เด็กแล้ว ที่จะมาทำท่าหน้างอ แล้วร้องไห้อยากกินแต่ขนมโดยที่ตัวเองดันไม่ยอมที่จะกินข้าวก่อน

เพราะงั้น เราเลยไปกินข้าว จากนั้นตามด้วยไอศกรีม

“จริงนะ” ดวงตาหรี่เล็กเบิกถามแวววาว

“อืม แต่ไปร้านไกลๆนะ ไม่อยากกินแถวนี้”

“อ้าว แต่ว่าพี่อุส่าอยากกินแถวนี้” ความเห็นของเราไม่ตรงกันเหมือนเคย

เขาอยากไปที่ใกล้ๆ ส่วนผมอยากจะไปร้านไกลๆ

“=_= ตกลงจะกินแถวไหน” และผมก็ใช้วิธีขู่เหมือนเคย

“ไปที่ไกลๆก็ได้ครับ พี่จะขับรถพาไป TT”

.
.
.

“เฮ้ยพี่! ทางข้างหน้าเลี้ยวขวาเข้าซอยเลยนะ” ผมแหกปากเสียงดังหวังให้พี่อนยูฟังให้ชัดๆเต็มรูหู

“แต่ว่าจะเข้าไปทำไมซอยแคบๆ เลี้ยวซ้ายออกถนนใหญ่ดีกว่านะ” อีกฝ่ายเถียงกลับแบบใจเย็น

เขาบอกอยากเลี้ยวซ้าย ส่วนผมบอกอยากเลี้ยวขวา

“ผมไม่ชอบถนนใหญ่ รถมันติดอย่าเลี้ยวซ้ายนะ” เน้นย้ำอีกครั้งให้คนซึ่งขับรถอยู่อย่าเลี้ยวไปในทางที่เขานั้นมั่นใจ หากแต่ให้เลี้ยวไปในทางที่ผมสั่งเสียแทน

“แต่ว่าคีย์... พี่เลี้ยวมาแล้ว” พี่อนยูหันมามองตอบด้วยคำพูดแน่นิ่ง

นัยน์ตาของผมกำลังมองเห็นท้องฟ้าตรงหน้าซึ่งล่องลอย มันดูสงบนิ่งจนกล่าวอธิบายออกไปไม่ถูกเลยว่าทำไมผมถึงไม่เคยรู้สึกว่าเบื่อมันซักนิด แม้มันจะเป็นเพียงแค่ท้องฟ้านิ่งๆที่ไม่ได้ขยับไปไหน หากแต่ก็ดูสวยงามเสมอ ก่อนซึ่งบรรยากาศที่ผมกำลังสร้างให้ตัวเองอยู่นี้ จะโดนเสียงแตรรถขัดจังหวะเอาดื้อๆ

“เป็นไงละ ถนนใหญ่ของพี่ รถก็เลยติดกันวุ่นวายแบบนี้” บ่นออกไปแบบไม่ชอบใจนัก

ให้ตายสิ ก็ผมเนี้ยมันเป็นพวกไม่ถูกชะตาเลยกับตอนรถติด

“ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ ไม่ต้องใจร้อนหรอก” พี่อนยูหันมามองพร้อมยิ้ม ทั้งๆที่มันก็ไม่น่าจะให้ใจเย็นได้เลย เพราะรถติดกันระนาวเต็มถนนแบบนี้

“พี่ไม่ใจร้อน แต่ผมใจร้อนนิหน่า” ผมกล่าวบ่นหน้าเสียอีกครั้ง

เขาใจเย็น ส่วนผมใจร้อน

“คีย์... หิวมากเลยหรอ” อีกฝ่ายหันมาถามอ่อนโยน และคำถามพวกนั้นเรียกให้ผมใจเย็นลง

คำถามเสียงอ่อนที่ทำให้ผมรู้สึกผิดแบบไม่ต้องพูด ผิดเหมือนรู้สึกว่าเขากำลังพูด พูดว่า…
‘คีย์หิวมาก ถึงขนาดต้องตะคอกพี่เลยหรอ?’

“ป่าว แต่แค่ไม่ชอบรถติด ผมว่ามันน่ารำคาญ”

“พี่ออกจะชอบ ไม่ต้องรีบร้อน สบายดีออก” กล่าวบอกแบบสบายใจตามที่พูด

ดีเหลือเกิ๊น ชีวิตไม่เร่งรีบ

เขาชอบรถติด ส่วนผมเกลียดมันมาก

“เฮ้อ~ งั้นพี่ก็ชอบไปคนเดียวเถอะ” ผมถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะตัดบทแบบดื้อๆ เพราะผมก็รู้สึกว่าไม่ได้อยากจะมาเถียงอะไรที่ผมเองก็ไม่ชอบแบบนี้ให้ยืดยาว

มือน้อยของผมขยับไปกดเปิดวิทยุของรถยนต์ให้เปิดขึ้น ก่อนจะจิ้มๆหาคลื่นฟังเพลงไปเรื่อยๆด้วยอารมณ์เซ็งจิต คลื่นหนึ่งซึ่งเปิดผ่านหูท่าทางจะเป็นเพลงบัลลาดที่พี่อนยูชอบฟัง ผมรีบกดเปลี่ยนมันอย่างรวดเร็วเพราะรู้สึกว่าในอารมณ์นี้ไม่อยากจะฟัง และถ้าเกิดพี่อนยูได้ยินมันขึ้นมา มีหวังต้องบอกให้ผมรีบเปลี่ยนกลับไปคืนแหงมๆ

“อ้าวคีย์ เพลงเมื่อกี้เพราะออกนะ ไม่ฟังหรอ” พี่อนยูหันมามองบอก น่านไง ผมว่าแล้ว

“เพลงนี้เพราะกว่าอีก มันส์จะตายไป” ผมเถียงกลับแบบไม่สนใจนัก เพราะคลื่นต่อไปที่ผมเปิดมาเจอ ดันเป็นเพลงโปรดสุดมันส์ของผมซะนี่

เพลงร็อค...

“แต่ว่ามันร็อคเกินไป ฟังอันก่อนดีกว่านะ” พูดจบมือของคนขับก็ลอยมาจิ้มไปฟังเพลงบัลลาดคืนทันที

“อะไรวะพี่ ผมบอกจะฟังเพลงร็อค พี่จะเปลี่ยนเป็นบัลลาดทำไม” หันไปยักคิ้วถามหน้าเครียด พร้อมนิ้วน้อยที่จะจิ้มไปฟังเพลงร็อคแบบเดิม

เขาชอบเพลงบัลลาด แต่ผมกลับชอบเพลงร็อค

“TT แต่คีย์ก็ไม่เห็นจะต้องเสียงดังไปเลยนิ” อีกฝ่ายหันมามองหน้าเสียที่ตัวเองดันโดนดุด้วยเรื่องเล็กน้อย

“เออ... ขอโทษ เปลี่ยนก็ได้” ผมว่าอย่างขัดใจ พร้อมจิ้มเปลี่ยนคลื่นอีกครั้ง

บัลลาดร็อค เป็นเพลงซึ่งเราไม่ได้ฟังกันบ่อยนัก ในตอนแรกผมกะว่าจะเปลี่ยนไปฟังเพลงบัลลาดตามที่พี่อนยูอยากจะฟัง หากแต่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มันก็ดันกลายเป็นคลื่นอะไรไม่รู้ที่กำลังเปิดเพลง บัลลาดร็อค เสียอย่างนั้น

“เพลงนี้ เพราะดีนะ” คนซึ่งขับรถอยู่เอ่ยบอกง่ายๆ

“อืม” พยักหน้าเห็นด้วย

รถมากมายเริ่มห่างหายไปจากสายตาแล้ว
ใช่แล้วละ ตอนนี้รถมันเลิกติดได้เสียที

“รถหายติดแล้วพี่ก็ขับเร็วๆหน่อยสิฮะ” ผมบ่นออกไป หลังจากที่รถหายติดแล้วพี่อนยูก็ยังดันที่จะขับช้าๆอีกเหมือนเคย

“มันอันตรายนะคีย์ ขับรถเร็วๆนะ” อีกฝ่ายหันมาตักเตือน

พี่อนยูเป็นพวกชอบขับรถช้า แต่ผิดกับผมเป็นพวกชอบนั่งรถเร็ว

“ผมไม่สนหรอกว่ามันอันตรายไหม แต่พี่ควรจะขับให้ไว เพราะผมหิว”

“มันอันตรายจริงๆนะคีย์ เราควรจะหิ้วท้องรออีกนิด ดีกว่าไม่มีโอกาสได้กินมื้อสุดท้าย”

“อย่ามาสอนผมได้ไหมเนี้ย” ผมกำลังเริ่มจะหงุดหงิดอีกรอบ

เขาใช้เหตุผล แต่ผมใช้อารมณ์

“โอเค พี่จะขับให้เร็วขึ้นแล้วกัน” คนร่างสูงกันมามองอย่างเหนื่อยๆ ก่อนเร่งเครื่องให้ตามคำสั่งนั้น

“...งอนผมรึเปล่า” เสียงใสของผมทำลายความเงียบงันที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ และเพราะกลัวว่าพี่อนยูจะเหนื่อยที่ต้องมานั่งตามใจคนอย่างผมที่มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย

“เปล่า” ตอบง่ายๆได้ใจความ

“แน่ใจนะ”

“ถ้างอนจะง้อหรือไง” เขาหันมามองเรียกหาคำตอบ

“ถ้าไม่ง้อก็กระเป๋าฟีบสิ” ผมกล่าวตอบติดตลก ก็ถ้าผมไม่ง้อเขาแล้วเรางอนกัน ใครจะออกค่าข้าวกับค่าไอศกรีมให้ผมละ มีหวังผมไม่ต้องออกค่าของกินพวกนั้นเองหรอกหรือ

“ไม่งอนหรอก กระเป๋าไม่ฟีบด้วย” พี่อนยูหันมาบอกพร้อมคลี่ยิ้มเล็กๆ

บางที เขาก็ชอบงอน และบางที ผมก็ชอบง้อ

.
.
.

ร้านอาหารร้านไม่ใหญ่มากนักกำลังเปิดบริการอยู่ เราทั้งคู่เลือกที่จะทานในร้านๆนี้เพราะเคยมาทานแล้วหลายครั้งและมันก็อร่อยติดปากพอใช้ได้ แม้มันจะเทียบไม่ได้กับฝีมือทำครัวของผม แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อผมไม่อยากจะทำ ก็ต้องออกมาทานข้าวข้างนอกบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“นั่งโต๊ะนั้นดีไหมคีย์” มือหนาชี้นิ้วไปยังโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งเด่นหราอยู่กลางร้าน มากินข้าวนะ ไม่ได้มานั่งโชว์ตัว ร้านเป็นกระจบรอบทิศแบบนี้ ทานอะไรใครก็เห็นหมด

“โล่งจัง นั่งตรงมุมนั้นดีกว่า... ไปเถอะ” ผมไม่ได้ตอบว่าควรจะนั่งไหม แต่แค่เอ่ยข้อเสียของมันออกมาซึ่งผมไม่ชอบ ก่อนจะจับไปที่ข้อมือหนาของพี่อนยูและลากเขาไปนั่งดังโต๊ะหลบมุมที่ผมเล็งไว้

เขาชอบที่นั่งโล่งๆ ส่วนผมชอบที่นั่งหลบมุม

“นั่งตรงนี้พนักงานจะมองเห็นเราไหม” คนตัวสูงบ่นอุบอิบไม่ชอบใจ

“มันไม่ได้หลบมุมขนาดนั้นหรอก อย่ามาพูดประชดไปหน่อยเลย” ผมตอบกลับแบบไม่ได้ใส่ใจนัก ก็มันไม่ได้หลบมุมขนาดนั้นจริงๆนี่หน่า แล้วนี่ก็เป็นโต๊ะที่ทางร้านจัด เขาจะมองไม่เห็นมันได้ยังไง

“แต่ว่ามัน...”

“อย่าเถียง!” เมื่อเห็นว่าพี่อนยูเตรียมจะเถียง ผมเลยขัด

“ขอโทษครับผม” เขาโค้งหัวขอโทษขอโพยเป็นว่าเล่นอย่างไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนัก

เราทั้งคู่เลือกสั่งอาหารกันคนละจาน และไม่นานนักอาหารที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะอย่างรวดเร็ว มือน้อยของผมใช้ตะเกียบคีบใบผักจากจานของพี่อนยูลงมาใส่ในจานตัวเอง ก่อนจะคีบชิ้นเนื้อหมูจากจานของผมลงไปยังจานของพี่อนยูเป็นการแลกเปลี่ยนกัน

“เอาไปอีกสิคีย์” พี่อนยูเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมพูด

“กินมันไปมั่งเถอะ ก็แค่ผัก” ผมกล่าวตักเตือน ถึงแม้ว่าเราสองคนจะแลกของกันกินจนเรียกได้ว่าชินชาเสียแล้ว แต่มันก็ไม่ควรที่จะยื่นหมูให้เขาหมดจาน ส่วนทั้งจานของผมก็มีแต่อีแค่ผักอย่างเดียว

“ไม่ใช่นะ แต่พี่เห็นคีย์ชอบกิน กินเยอะๆเลย พี่ไม่ว่าหรอก” ยิ้มกลบเกลื่อนเต็มที่

“อย่ามาโกหก =_=” ผมกล่าวหน้านิ่ง

“อย่ามารู้ทัน TT” เขากล่าวหน้าเสีย

เขาเป็นพวกชอบกินหมูแต่ไม่ชอบกินผัก ส่วนผมเป็นพวกชอบกันผักแต่ไม่ชอบกินหมู

“อ่าๆ จะกินให้อีกซักนิดก็แล้วกัน” ผมเอ่ยออกไปแบบเห็นใจนิดๆ พร้อมคีบผักในจานของเขามาเข้าปากของผมทันใด แม้ผมจะกินให้เขาไปบ้าง แต่ผมก็ยังเหลือไว้ให้พี่อนยูได้ทานมันนะ ก็ผักมันมีประโยชน์นิ

“คีย์... แล้วหมูของพี่ละ” อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นถามหาหมูที่มักจะต้องแลกกันกับผักที่ผมคีบไป

“=_= ขี้งก ผักกับหมูไม่มีใครที่ไหนยอมแลกหรอก”

“ก็มีเราสองคนไง” กล่าวพร้อมยิ้มแป้นสุดใจ

“เอาไปเถอะๆ ผมก็ไม่ได้ชอบกินมันนักหรอก” ผมอ่อนใจเต็มที ก่อนจะคีบหมูกลับไปให้เขาคืน

สุดท้าย เราเลยแลกกันกิน

.
.
.

“ทานไอศกรีมร้านไหนกันดีละ” พี่อนยูถามขึ้น หลังจากที่เราสองคนทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ในรถที่พี่อนยูเป็นคนขับ พร้อมๆกับนัยน์ตาของผมที่สาดส่องหาร้านไอศกรีมดีๆที่เราสองคนตั้งใจจะไปทาน

“อืม... ร้านนั้นไง” นิ้วน้อยของผมชี้ไปยังร้านไอศกรีมร้านหนึ่งแถวๆนั้น

“โอเคครับ งั้นไปกันเลยเนอะ” อีกฝ่ายตอบรับก่อนเลี้ยวรถไปทางนั้นทันที

นี่เป็นเรื่องที่พี่อนยูไม่ค่อยจะเถียงผมเท่าไหร่นัก
เรื่องของหวาน =_=

“สวัสดีค่ะ รับอะไรดีค่ะ” พนักงานของทางร้านเอ่ยถาม ก่อนยิ้มแย้มทักทาย

“ผมขอไอศกรีมรสวนิลาที่หนึ่งครับ คีย์ทานรสอะไรดี” พี่อนยูสั่งแบบไม่ลังเล เงยหน้าหันมาถามผมที่นั่งตรงข้างกัน

“งั้นผมเอาไอศกรีมรสรสมอคค่าแล้วกันฮะ” ผมเลือกมองไอศกรีมในเมนู และตอบออกไป

เขาชอบรสหวาน แต่ผมชอบรสขม

“ลองกินไหม อร่อยดีนะ” พี่อนยูถามก่อนจะยื่นช้อนคันน้อยเข้ามาใกล้แบบเชิญชวน

“ไม่ละ ผมไม่ชอบไอศกรีมรสวนิลา” ผมบอกปัดออกไปเพราะไม่ค่อยชอบมันจริงๆ

“ทำไมละ” เขาถามก่อนจะเลี้ยวช้อนคันเดิมเข้าปากตน

“มันหวานไปหน่อย”

“ไม่หวานก็ไม่ใช่ไอศกรีมสิ รสมอคค่าของคีย์มันต้องขมมากแน่ๆ” พี่อนยูพูดบอกแบบจริงจัง

“ไอศกรีมไม่จำเป็นว่าต้องหวานนิฮะ เปรี้ยวๆก็เยอะไป” ผมกล่าวอธิบายกลับ

“หวานกับเปรี้ยวมันเป็นของคู่กัน แต่ขมกับหวานมันเป็นของตัดกันนะคีย์” คนตัวสูงเอ่ยแบบจริงจังอีกครั้ง พูดเรื่องของหวานทีไร พี่อนยูเป็นต้องเถียงแบบเอาจริงเอาจังเสียทุกที

“-_-’ จ้าๆ มันตัดกัน” ผมว่าแบบตัดบทให้เรื่องมันจบๆไป

เรานั่งทานไอศกรีมอยู่นานพอควร เพราะมัวแต่คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อยไม่หยุดหย่อน แม้จะมีเถียงกันบ้างบางเรื่อง ไม่สิ เรียกได้ว่าก็แทบจะเถียงกันทุกเรื่องก็เถอะ แต่นั่นก็เป็นการพูดคุยที่สนุกนะ สนุกที่ได้เห็นพี่อนยูเวลายิ้มเห็นด้วยกับเรื่องบางเรื่องที่เขาชอบใจ

เพราะรอยยิ้มพวกนั้น มักจะเรียกให้ผมคนนี้ยิ้มตามไปด้วยอยู่เสมอ

“กลับบ้านกันเลยไหม” ร่างสูงเอ่ยถามขึ้นหลังจากรู้สึกว่านี่ก็กินเวลามามากแล้ว

“อืม... นี่มันกี่โมงแล้วฮะ”

“เย็นมากแล้วละ เรามัวแต่คุยกันเพลินเลย” กล่าวพร้อมยิ้มชอบใจที่ได้ใช้เวลาไปกับการคุย

“งั้นไหนๆก็เย็นแล้ว กลับบ้านเลยก็ได้ฮะ” ผมกล่าวตัดสินใจ เพราะเมื่อกี้แอบลังเลอยู่นิดหน่อยว่าจะซื้ออะไรกลับเข้าบ้านดีไหม แต่คิดไปคิดมา จงฮยอนกับมินโฮก็คงออกไปหาอะไรกินกันแล้ว ส่วนแทมินที่หลังกลับมาจากโรงเรียน ถ้ายังไม่ได้ทานอะไรขึ้นมา ไว้ค่อยหาอะไรในตู้เย็นให้ทานก็ยังได้

.
.
.

“ออมม่า~ ยังคิดไม่ได้อีกหรอ” เสียงใสของคนตัวเล็กนามแทมินเอ่ยถามด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย หลังจากที่ถามไถ่คนเป็นออมม่าแบบผมว่าเลขข้อที่ไม่เข้าใจมันต้องหาทางออกยังไงดี

“แล้วทำไมมันมีเศษละเนี้ย โอ๊ย นี่เลข ม.ปลายจริงรึเปล่านะ” ผมกล่าวออกไปแบบเริ่มหมดความอดทน หลังจากตัวเลขมากมายที่ทดลงไปในกระดาษเริ่มจะเต็มพื้นที่แล้วเสียด้วยซ้ำ

“แม่ลูกทำอะไรกันอยู่หรอ” พี่อนยูเดินมาถามก่อนนั่งยองๆลงดู ประหนึ่งผู้นำครอบครัวสุดแสนจะเอาใจใส่

“พ่ออนดูสิ แทมินบอกให้ออมม่าทำเลขข้อนี้ให้ ทำตั้งนาน ยังไม่ยอมคืนสมุดแทมินเลย” ได้ทีฟ้องเลย

“คีย์... ไหนขอพี่ดูหน่อย”

“ผมไม่เห็นเข้าใจเลย แล้วมันจะเหลือเศษได้ยังไง” ผมกล่าวบอกออกไปแบบไม่เข้าใจ ก่อนที่พี่อนยูจะหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นไปค้นหาคำตอบต่อจากผม

“ก็แบบนี้ไงครับ เอาส่วนที่เหลือตอนคูณแล้วตรงนี้ ไปหารกับตรงนี้ไง” มือหนาหยิบดินสอขึ้นแสดงวิธีทำอันสุดแสนจะง่ายดายให้ผมดู

“Oh Excellent!” ผมกล่าวแบบตกใจพร้อมยกนิ้วโป้งให้เขาไปแบบชื่นชม ทำได้ยังไง ไวมากๆ

“อะ อะไรนะคีย์” เขาถามเหมือนฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง

“ผมแค่ว่า พี่น่ะ... เลิศสุดๆไปเลย!’

ผมโง่วิชาเลข แต่ฉลาดนักหนาในวิชาภาษาอังกฤษ
ส่วนเขาโง่วิชาภาษาอังกฤษ แต่ดันฉลาดเหลือเกินในวิชาเลข


“โอ้ว เอคซะเลินท” คนตัวสูงพูดตามพร้อมยิ้ม

“-_-’ ไม่ต้องพูดตามผมก็ได้”

“ไม่หรอก พี่นะมันเอคซะเลินทสุดๆไปเลย ใช่ไหมละ” เน้นย้ำอีกครั้งแบบหลงตัวเองเต็มที่

“จ้า พ่อเต้าหู้สุดแสนจะ Excellent” กล่าวออกไปพร้อมมือนิ่มที่หยิกแก้มนุ่มๆของอีกฝ่ายไปสองสามทีแบบหมั่นเขี้ยว

“ออมม่ากับอ๊ปป้าไปสวีทกันตรงอื่นได้ไหมเนี้ย แทมินจะทำการบ้านนะ” คนเป็นลูกแหงนหน้าขึ้นมาไล่

“เยส! ลูกไล่เราแล้ว เราเข้าไปเพลย์อินรูมกันเถอะคีย์” พี่อนยูเอ่ยชวน ผสมคำเสียมั่วไปหมด

“จะไปเล่นในห้องก็บอกเล่นในห้องเป็นภาษาดีๆสิพี่อนยู =_=”

“โอ้ว อันเดอะสแทน!” นั่นไง ยังเล่นไม่เลิก

“จ้าๆ คีย์เข้าใจแล้ว เข้าห้องเถอะๆ” มือของผมสอดเข้าไปที่มืออุ่นของคนอีกคนเรียกให้เดินตามกันไป ขืนนั่งอยู่ตรงนี้นานๆมีหวังลูกแทมินคงทำการบ้านไม่รู้เรื่อง แถมผมยังจะอายเสียเปล่าๆ

“ฟู่~ คีย์ชวนพี่เล่นอะไรหน่อยสิ” คนเป็นพี่พูดด้วยใบหน้ามู่ๆเพราะกำลังมุดเข้ามุดออกอยู่ในผ้าห่ม

“เล่นอะไรล่ะ” ผมถามกลับแบบไม่ใส่ใจนัก เพราะกำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียงของอีกฝ่าย

“อุส่าได้อยู่ในห้องกันสองคน เล่นตบแปะดีไหม” ชวนแบบมุ่งมั่นสุดๆ

ผมควรจะพูดว่าอะไรดี อุส่าได้อยู่ในห้องกันสองคน
พี่ชวนผมเล่นตบแปะ =_=

“ถ้าอยากเล่นก็ไปเล่นกับลูกนู้นไป” พูดไล่ๆหวังให้รู้ว่าไม่ได้อยากจะเล่นมันเร๊ย ตบแปะเนี้ย

“อ้าว แล้วโกรธอะไรนะ” พี่อนยูมุดหัวออกมาจากผ้าห่มพร้อมถาม คงเพราะรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของผมมันดูรำคาญแปลกๆไป

แต่ไอท่าทางเหมือนหนอนมุดดินของคนตรงนี้เนี้ยสิ ผมละอ่อนใจจริงๆ

“เปล่า~” ตอบแบบไม่ใส่ใจหาความถ้าพี่อนยูจะไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่าแอบทำผิด

แต่เอาเถอะ ชิน

“ไม่เล่นตบแปะ งั้นเล่น... จ้ำจี้” ว่าออกมาก่อนซึ่งแขนแกร่งของเขาจะกระชากตัวผมไม่รู้อีท่าไหนให้เขาเอาไปคร่อมเฉยเลย

“เฮ้ย! บะบ้า แล้วจะมาคร่อมผมทำไม ลุกออกไปเลยนะ” ผมเริ่มหน้าแดง ก็อยู่ดีๆเปลี่ยนจากผู้ชายติ๊งต๊องมาเป็นผู้ชายเจ้าเล่ห์ เป็นใครก็ต้องตกใจกันทั้งนั้น

“ตบแปะก็ไม่เล่น จ้ำจี้ก็ไม่เล่น ใจร้ายชะมัด~” คนซึ่งคร่อมอยู่ทำหน้าบูดแบบไม่พอใจ

ผมละกลัวจริงๆเลยเวลาที่พี่อนยูเปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคนแบบนี้ นานครั้งเท่านั้นถึงจะเป็น พี่อนยูสุดแสนจะนุ่มนิ่มที่อยู่ๆก็เหมือนหมาป่ากลายร่างเป็นผู้ชายหื่นกามขึ้นมาเสียเฉยๆ

คิมคีย์กลัวจริงจังนะจะบอกให้ TT

“กะ ก็หาอะไรสร้างสรรค์เล่นหน่อยสิ”

“พี่รู้นะ ว่าคีย์ชอบ” ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ก่อนกระซิบข้างหูแผ่วเบา ลมน้อยๆที่พุ่งกระทบใบหูของผมมันชวนให้รู้สึกขนลุกแบบพิลึกๆยังไงก็ไม่รู้สิ

เขาชอบอยู่บน แล้วหาว่าผมชอบอยู่ล่าง

“ผมไม่ได้... อื้อ~” ผมเอ่ยปากเตรียมจะเถียงเต็มที่ แต่ว่ารู้สึกเหมือนอะไรจุกปาก เพราะพี่อนยูดันขยับหน้าเข้ามาจูบและบดเบียดริมฝีปากร้อนรุ่มเข้าหาผมเสียอย่างนั้น

เมื่อกี้ว่าอะไรนะ จูบงั้นหรอ!

“...ชอบ” กล่าวเบาๆต่อประโยคที่โดนขัด แต่เหมือนกับว่าจะเป็นประโยคใหม่ที่แตกต่างกันสิ้นเชิง

“ว่าอะไรนะครับ” คนตัวสูงถามเหมือนได้ยินอยู่แล้วแต่ย้ำไปอย่างนั้น

“ผะ ผมบอกว่า ไม่ได้ชอบไงเล่า!”

“คีย์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศแล้วนะ รู้ตัวไหม” แซวแบบนี้ไม่ชอบเลยวุ้ย

เลี่ยน เขิน อาย!

“อย่ามาโรคจิต” ผมกระแทกมือเข้าไปที่อกกว้างของพี่อนยูแรงๆพยายามจะหาทางมุดหนี

“ถึงเป็นโรคจิต พี่ก็เป็นโรคจิตคลั่งไคล้คีย์นะ” มันยังเลี่ยนไม่เลิกลา

“บ้า อย่าตามผมออกมานะ” กระแทกสุดแรงอีกครั้ง พร้อมงอตัววิ่งหนีออกมาจากห้องทันที

“เดี๋ยวสิ จะไปไหน” คนตัวสูงกระชากแขนน้อยเข้าไปไถ่ถามอีกครั้ง โอ๊ย ปล่อยผมไปเถอะ

“ผะ ผมจะไปอาบน้ำ” ตอบออกไปตามตรงแบบยังเขินไม่หาย หวังว่าถ้าได้อาบน้ำคงจะชำละล้างหน้าแดงๆของผมให้หายไปได้ใช่ไหม ใช่ไหมครับ TT

“อาบเองไหวไหม ให้ช่วยรึเปล่า” ดูมันถามเข้าซี๊

“ไอบ้าหื่นกาม!” ด่าสุดเสียงก่อนวิ่งเข้าห้องน้ำไปเลย

ปัง!

“พี่อนยูเอาอีกแล้วงั้นสิ” จงฮยอนที่นั่งดูทีวีอยู่บนตักของมินโฮเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

“นั่นสิครับ” คนตัวสูงเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“อืม... เหมือนหมาป่าออกล่าตอนกลางคืนเลยเนอะ เป็นบ้างไม่เป็นบ้างรอวันพระจันทร์เต็มดวง”

“พี่ก็ช่างเปรียบเชียว” มินโฮหัวเราะคิกคักออกมาเล็กๆกับความคิดของคนเป็นพี่

ถึงจะอยู่ในห้องน้ำ แต่ว่า... ได้ยินนะเว้ย
ไอพวกคู่โฮฮยอนหวานเลี่ยน!

ก๊อก ก๊อก ก๊อก~

“เปิดให้หน่อยสิครับ” นั่นเป็นเสียงที่พี่อนยูตามมาเคาะประตูง้อผม ส่วนผมที่อยู่ในห้องน้ำก็ยังคงไม่ได้อาบน้ำเพราะลืมเอาผ้าเช็ดตัวเข้ามาด้วย

คีย์เอ้ย ถ้าออกไปล่ะตายแน่ TT

“บอกว่าอาบเองได้ ไปไกลๆเลยนะ” ไล่เสียงดังทะลุออกมา แม้ในใจจะต้องการผ้าเช็ดตัวก็เหอะนะ

“คีย์ อย่าใจร้ายไปเลย พี่จะไม่ทำอีกแล้ว น้า~” น้ำเสียงออดอ้อนสุดๆ

แกร่ง...

นั่นเสียงอะไร นั่นเสียงอะไรบอกผมที
ผมคงจะไม่ได้เอามือไปปลดล็อกประตูห้องน้ำหรอกใช่ไหม

ไม่น่ะ ผมไม่ได้ทำ แต่ใจมันพาไป
บ้า! ผมแค่อยากได้ผ้าเช็ดตัวเท่านั้น จริงจริ๊ง เชื่อผมดิ

“เอาผ้าเช็ดตัวมาให้ด้วย” พูดขู่ๆแบบยังทำเก๊กไปงั้น

“ขอบคุณครับผม” พี่อนยูเตรียมพร้อมเต็มที่ เพราะรู้สึกว่าผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ที่บ่าของเขาจะมีทั้งสีชมพูของผม และสีเหลืองของเขาด้วย

โอ้ว ร้ายลึกจริงๆนะแฟนผม

เขาเหมือนแม่เหล็กขั้วบวก แต่ผมเหมือนแม่เหล็กขั้วลบ

และเมื่อต่างขั้วมาเจอกัน
มันก็มักจะดูดเข้าหากัน... เสมอ


END.